2008/Aug/20

เอาล่ะครับ ด้วยพลังกายของผมที่เหลือน้อยจนไม่เอื้ออำนวยในการนั่งพิมพ์อย่างต่อเนื่องแบบนี้ 
เราจะเข้าประเด็นกันเลยละกัน

เมื่อวานนี้ (19 สิงหาคม)
ซึ่งอาจจะมีไม่กี่ท่านทราบว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของผม(ฮา)
เพื่อนเก่าของผมดันมาเยี่ยมรับวันเกิดซะยังงั้น...เพื่อนที่ผมพูดถึงก็คือ โรคกระเพาะอักเสบนี่ล่ะครับ
ตอนช่วงบ่ายๆ เราก็คิดว่า "ปวดท้องนิดหน่อยวุ้ย...ไปหาหมอซะหน่อยท่าจะดี"
ก็เลยโทรไปหาเพื่อนที่ออฟฟิศ ฝากให้ช่วยบอกหัวหน้าว่าวันนี้ขอลางาน...
แต่นรกของจริงมันเริ่มจากตรงนั้นล่ะครับ ระหว่างที่ผมรอคิวตรวจ
ปรากฏว่ามันเริ่มปวดขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาเก็บอาการแทบไม่อยู่
(ถ้าหากว่าลงไปกลิ้งกับพื้นแล้วมันหายปวดผมก็คงยอมทำล่ะครับ อารมณ์นั้น)
แล้วตอนหมอตรวจแล้วแกจิ้มลงไปที่กระเพาะนี่... ปวดจนแทบดิ้นล่ะครับ
สุดท้ายหมอก็ให้ยามา3อย่างพร้อมใบรับรองแพทย์
พอเริ่มตกเย็น ผมนัดเอาของไปให้คนรู้จัก เพราะถึงวันนี้ผมจะยังป่วยอยู่
แต่มันก็เป็นวันหยุดที่หาได้ยากยิ่งของผมอยู่ดี (ชีวิตซาลารี่แมนก็แบบนี้แหละ)
จากตอนนั้น พอเอาของไปส่งปุ๊บ ก็แทบฟุบล่ะครับ แค่ยืนยังเต็มกลืนเลย
แต่ก็ตั้งใจว่าจะเก็บแรงเอาไว้พิมพ์กระทู้วันเกิดตัวเองให้ได้
แต่ถึงพยายามจะกลับบ้านเร็ว ฝนก็ดันเทลงมาซะได้...
แน่นอนครับ อาการผมตอนนั้นน่ะ เดินได้ก็เหลือเชื่อแล้ว...
สุดท้ายเลยต้องเรียกแท็กซี่กลับบ้าน เพราะไม่มีใจจะงกรอขึ้นรถเมล์แล้วครับ
ทว่า ให้ตายเถอะอุตะมารุ อีแท็กซี่คันนั้นขับกระชากบรรลัยเลยครับท่านผู้ชม
ขนาดตอนจอดยังจอดนิ่มๆไม่เป็น ต้องกระชาก2-3ทีก่อนถึงจะจอดได้...
แน่นอนครับ คนที่ปวดท้องจนแทบดิ้นแบบผมตอนนั้น เจอแบบนี้เข้าไปนี่...
ทำเอาผมแอบอวยพรบุพการีตานั่นในใจไป5-6ทีเลยทีเดียวเชียว มันปวดนะเฟ้ย
พอกลับมาถึงบ้าน... แม่ก็ช่วยเทโจ๊กที่ผมโทรบอกแม่ให้ช่วยซื้อไว้ให้
พอทานโจ๊กเสร็จ ผมก็ทานยาต่อก่อนพยุงสังขารขึ้นไปเปิดคอม ก่อนทิ้งตัวลงนอน
"...ขอนอนซักพักก่อนละกัน ถ้าหากอาการดีขึ้นเดี๋ยวจะลุกขึ้นไปพิมพ์"
(ดูนะคนเรา ดันทุรังขนาดไหน)
แต่แน่นอน อาการแบบนั้นเรอะจะได้นอนหลับสบายๆ ปวดจนนอนไม่หลับล่ะครับ
แล้วพอซักพัก ผมก็รู้สึกว่าร้อนไปทั้งหัว เหมือนไข้จะขึ้นเพราะอาการปวด
ขนาดหมอนที่รองหัวผม ผมยังรู้สึกว่ามันร้อนเหมือนขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่เพิ่งออกจากเตาเลยล่ะ
(พูดยังกะเคยไปจับมายังงั้นล่ะเอ็ง)
ผ่านไปจนถึงประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ(รึเปล่าหว่า) เจ้าฮิวเคก็โทรมาหา
เพราะสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่ตั้งกระทู้วันเกิดตัวเองซะที
ก็เลยเล่าสาเหตุไปก่อนยิงตลกร้ายไปคำนึง
"ส่อแววว่าจะต้องกินข้าวต้มตอนวันเกิดตัวเองซะแล้วล่ะมั้งเนี่ย"
พอจากนั้น ผมก็งีบไปอีกซักพักนึง ก่อนจะลุกไปห้องน้ำ
แล้วจากนั้น ตอนที่จะลุกออกมาจากห้องน้ำนั่นล่ะครับ อยู่ๆผมก็รู้สึกหน้ามืด
"...เวรล่ะสิ" ผมคิดในใจ ก่อนจะพยุงตัวไปพิงกำแพง...
ลักษณะห้องน้ำบ้านผมจะเป็นสองชั้นครับ คือด้านล่างเป็นพื้นที่ใช้อาบน้ำ
และส่วนโถส้วมนั้นจะสูงขึ้นไปอีกราวๆเมตรนึง (แถมมีบันไดอีก1ชั้นด้วย)
สิ่งที่ผมคิดคือ จะออกไปจากห้องน้ำอย่างปลอดภัยได้ยังไง
เพราะถ้าตกจากบันไดด้านบน โอกาสที่ผมจะร่วงเอาหัวฟาดพื้นจะมากกว่า70%
แต่ก่อนที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ สิ่งที่ตามมาคืออาการเวียนหัวจนรู้สึกคลื่นไส้
และแล้ว ประสาทรับรู้ของผมก็ดับวูบ...จนไม่รู้สึกอะไรอีก...
...พอรู้สึกตัวอีกที...พร้อมอาการมึนงง...ผมก็ลงจอดบนพื้นเรียบร้อยแล้ว...
สิ่งแรกที่ทำคือ พยายามมองสภาพรอบตัว...เห็นเลือดไหลจากเข่าตัวเอง...
"....อ้อ ที่ลงก่อนคือเข่าสินะ..."ผมคิดก่อนเอื้อมมือคลำหัวตัวเองเพื่อยืนยันว่าไม่มีแผลที่หัว
ก่อนเอื้อมมือจับอ่างน้ำเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น...แล้วตักน้ำราดเข่าตัวเองเพื่อล้างแผล
(...พอกลับมาลองคิดอีกที...เด็กอนามัยเหลือเกินนะตู...)
"คืนนี้ท่าจะไม่ไหวแฮะ คงต้องตัดใจเป็นวันพรุ่งนี้ซะแล้ว" ก่อนพยุงตัวกลับห้องตัวเอง
พอคิดว่าจะนอน มือผมก็เอื้อมไปปิดสวิทช์ไฟ โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดสุดๆ
แน่นอนครับ ตาก็มองเห็นไม่ชัด แถมยังปิดไฟห้องปุบปับแบบนั้น
ผมที่ปรับสายตาไม่ทันก็เลยเห็นแต่ความมืด จนพลาดท่าล้มลงตรงประตูห้องอีกรอบ
"...ฮะๆๆ เอาอีกแล้วไงล่ะชั้น" ผมหัวเราะเจื่อนๆก่อนจะสังเกตเห็นแสงบางอย่าง...
มันคือแสงจากจอคอมที่ผมเปิดทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนก่อนนอนนั่นเอง
คงเป็นเพราะตอนผมล้ม แรงกระแทกที่กระแทกโต๊ะมันแรงพอจะกระแทกโต๊ะคอม
จนทำให้เมาส์ขยับ คอมก็เลยตื่นจากสลีปโมด กลายเป็นแสงสว่างที่ช่วยผมยามคับขันซะยังงั้น
"...จะเรียกว่าโชคดีที่เกิดจากความดันทุรังได้รึเปล่าหว่า แบบนี้..." ผมยิ้มเจื่อนๆอีกที
ก่อนจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายดีดตัวเองขึ้นไปนอนบนเตียงได้อีกครา
"อี๊~~~~~~~~~!!"
ผมหลุดปากร้องสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ เพราะแรงกระแทกมันทำให้ปวดได้สาหัสกว่าที่คิด
จากนั้น ผมเริ่มรู้สึกชาที่แขนซ้ายและเข่าซ้ายที่แตกเมื่อกี้นี้...
"...อ้อ เมื่อกี้นี้เราเอาฝั่งซ้ายลงสินะ... พับผ่าสิ เกือบจะได้ทานข้าวต้มในวันเกิดตัวเองซะแล้ว"
แต่ตอนนี้ก็คงพอจะพูดได้ล่ะครับว่า...นี่ชั้นคงยังไม่ถึงคราวสินะ...(ฮา)
เรื่องคราวนี้ก็จบลงเท่านี้ล่ะครับ (ถ้าเป็นแมว นี่ก็คงเป็นชีวิตที่8แล้วสินะเนี่ย)
ก็ได้แต่หวังว่าถ้าเกิดมีคราวหน้า จะยังรอดกลับมาพิมพ์ได้แบบนี้อีกนะ...ชั้น...(ฮา)

Robot[master]

edit @ 20 Aug 2008 22:12:25 by robot

edit @ 20 Aug 2008 22:12:39 by robot

2007/Jun/07

ก็นะครับ สาเหตุที่มาอัพบล็อกทั้งๆที่ยุ่งจนหัวหมุนเป็นระวิงก็เพราะว่า
มีแมวดำหนึ่งตัวทักมาตอนกำลังนั่งพัก แล้วก็โยนแท็กนี้ใส่โครมเบ้อเร่อ...
เราก็ได้แต่ตะโกนออกมาหนึ่งคำ "แมวด๊า--------------ม!!"
.........ฝากไว้ก่อนเถอะ ชิ [*=A=]_D<---กำลังกำหมัดนะครับ
ว่าแล้ว เราก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

FIRST LOVE

อืมม์ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนอนุบาล2ครับ(เฮ้ย!แก่แดดแสรด!)
ความรู้สึกก็คงเหมือน Puppy Love นั่นแหละ หลงแบบเด็กๆ หลงแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
แล้วก็ดั๊นหลงไปจนถึงป.6โน่น ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
(อ้วน หลงตัวเอง หน้าบางกับผู้หญิง)และรวมไปถึงมีคู่แข่งที่พ่อแม่คอยช่วยเชียร์พร้อม...
(จะเรียกว่า"สงครามเย็นของลูกครู"ก็คงจะได้ล่ะมั้งเนี่ย)(ฮา)
ผมก็เลยทำได้แค่ เขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้(ตอนนี้จำเนื้อความไม่ได้แล้ว) แล้วก็แยกย้ายจากกันไป
ตอนม.ต้นเคยเห็นหน้าบ้างตอนขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน แต่ตอนนี้อาจจะมีครอบครัวไปแล้วก็ได้มั้ง(ฮา)
ช่างมันเถอะ นั่นมันก็แค่"หลง"

ในเวลาต่อมา ตอนม.2
(ขอฟาวล์หน่อยละกัน เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่เห็นภาพของ"ความรัก"ที่สุดในชีวิตเลยล่ะ)
ในระหว่างที่ผมเดินไปซื้อของเป็นเพื่อนพี่สาวที่ดิโอลด์สยาม พี่สาวก็แวะร้านกิฟต์ช็อพที่ชื่อร้านน่ากิน...
"หวานจัง"
พริบตาแรกรู้สึกคิดผิดมหันต์ที่เดินเข้าไปในร้านตามพี่สาว เพราะชุดที่ใส่นั้นเป็นเครื่องแบบเด็กสวน...
ดังนั้น สมการจึงเป็น
"เด็กสวน+กิฟต์ช็อพ=เกย์"
ทำเอาผมต้องกุมหน้าไปพักใหญ่...แต่เมื่อมองไปที่เคาท์เตอร์ ผมก็เจอเด็กผู้หญิงคนนึง
อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน...ผมยิ้มให้เธอแบบเขินๆ เธอก็ยิ้มน้อยๆตอบ
เป็นความรู้สึกเพียงชั่วขณะ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันช่างอบอุ่นเสียเหลือเกินสำหรับคนที่ต้องเดินเพียงลำพัง

(เพราะเด็กสวนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ถ้าขืนควงคู่กันก็บรรลัยสิครับ)

แล้วตั้งแต่นั้นมา หลังจากโรงเรียนเลิก ผมก็จะเดินผ่านร้านนั้นประจำ คุยด้วยกัน
หัวเราะด้วยกัน ถึงไม่ได้คุยกันก็ยิ้มให้กัน
และเธอคนนั้น เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดอกกุหลาบดอกแรกในชีวิตของผม...(ถึงจะเป็นกุหลาบปลอมก็เถอะ)
แถมยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่รู้"ชื่อเล่นจริงๆ"ของผมด้วย

(ป.ล.สำหรับผม ผู้ชายที่รู้ชื่อเล่นจริงนับเป็นเพื่อนตาย ผู้หญิงที่รู้ชื่อเล่นนับเป็นสุดที่รักครับ ฟังดูแปลกๆเนอะ)

แต่ตอน ม.3

...อยู่มาวันนึง เธอคนนั้นก็หายไป...

ใช่ หายไปโดยที่ตัวผมในตอนนั้นซึ่งไร้ความสามารถที่จะตามหาเธอ

ไม่สามารถสะกดรอยตามได้เลย... ผมรู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันทลายลง
โดยที่ผมไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่น้อย...

จนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อผมมีโอกาสเดินผ่านร้าน"หวานจัง" ผมก็อดที่จะมองเข้าไปในร้านไม่ได้...
ทั้งๆที่รู้ดีว่า...ชั่วชีวิตนี้คงจะไม่ได้พบเธออีกแล้ว...เป็น1ในเรื่องที่ผมรู้สึกเจ็บใจที่สุดในชีวิตจวบจนบัดนี้...

BROKEN HEART

ร้อยทั้งร้อย ถ้าไม่มีก็แปลกล่ะครับ ในแท็กก่อนหน้านี้ก็บอกแล้วนี่ว่า "หักกระจาย" (ฮา)
แต่เอาเป็นว่า ผมจะเอาครั้งที่พลิกฟ้าเป็นเหวมาเล่าละกัน(เพราะอย่างน้อยข้างบนก็สองเรื่องแล้วน่ะนะ)

เรื่องนี้เกิดขึ้นราวๆ...น่าจะสองปีได้แล้วล่ะมั้งนี่
ตอนนั้นได้เพื่อนมาคนนึงใน MSN (ขอเรียกว่า จ.ชาย ละกันนะครับ)
แล้วตาจ.ชายก็พา"จ.หญิง"เข้ามาแชทด้วย
แล้วจ.หญิงดันมาปรึกษากับผมว่าชอบ"จ.ชาย"อยู่...ผมก็เลยริจะเป็นพ่อสื่อ
ไปๆมาๆกลายเป็นว่าไอ้พ่อสื่อพ่อชักตัวดีเจือกตกหลุมจ.หญิงซะเอง...

ก็ซวยสิครับงานนี้...orz

แล้วสุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่า จ.ชายไม่ได้สนจ.หญิง จ.หญิงก็ไม่ได้ชอบผม
ผมชอบจ.หญิงแต่ไม่ได้สนจ.ชาย(ก็เออสิฟะ!!)
มันก็เลยกลายเป็นวันเวย์อุบาทว์ไปโดยปริยาย(ถ้าเป็นวงจรก็คงบรรลัยล่ะครับท่านผู้ชม)

สุดท้าย ด้วยความที่ฝ่ายจ.หญิงพูดว่า"ยังไงเรื่องที่จะชอบผมก็ไม่มีทางเป็นไปได้"ออกมา
ผมก็ตัดสินใจถอนตัวจากวันเวย์อุบาทว์ที่ตัวเองเป็นคนก่อโดยปริยาย...

สมน้ำหน้ากะลาตาเดียว...orz

ผลลัพธ์ในตอนนั้นก็คือ"อิ่มทิพย์+โหมออกกำลัง"
(อิ่มทิพย์ คือ สภาวะที่ตรอมใจจนรู้สึกไม่อยากกินหรือกินอะไรไม่ลง)

สิ่งที่ได้มาก็คือ น้ำหนักจากเดิมประมาณ91กิโล ลดจนเหลือ73กิโล(ในตอนนั้น)
ส่งผลให้รูปร่างผมกลายเป็น"ผู้ชายทรงนาฬิกาทราย"ไปซะงั้น
แถมกางเกงนี่หลวมเพลกหมดทุกตัว...[lll=A=]

ขอบอกว่าเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลอย่างรุนแรงครับ....ถ้าคุณไม่ไปเฝ้ายมบาลซะก่อนน่ะนะ(ฮา)

HEART BREAKER

จำได้ว่าไม่เคยมีครับ ยกเว้นตอนไล่ถีบตุ๊ดห้องเดียวกันตอน ม.ปลาย(ฮา)

IF YOU LOVE SOMEONE

ถ้าหากว่าผมรักใครสักคน ความรักมันต้องเริ่มจากเราสามารถรับทุกสิ่งที่เป็นตัวเขาได้อยู่แล้วล่ะ
แล้วเราก็จะพยายามแก้ไขส่วนเสียที่เรารู้หรือไม่ก็ที่เขาบอกมา
แล้วพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ให้เขาได้ภูมิใจว่า

"เขาเลือกคนไม่ผิด"

และสิ่งที่ผมตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำเพื่อคนที่ผมรักไปชั่วชีวิตคือ

"ทำให้เขามีความสุข"

ถึงแม้ว่าความสุขของเขา จะแลกด้วยความเจ็บปวดหรือชีวิตของผมก็ตามที...

ฟังดูน้ำเน่านะ แต่ขอโทษนะ ธาตุแท้ของผมก็เป็นคนน้ำเน่าแต่จริงใจแบบนี้แหละ(ฮา)

บางคนอาจจะอ่านแล้วคิดว่า"ไม่รักตัวเองแล้วจะไปรักใครได้"

ไม่ใช่ว่าผมไม่รักตัวเองนะครับ ผมแค่รักเขามากกว่าตัวเองก็แค่นั้นแหละ

แต่เรื่องแต่งงานนี่ ต้องยกยอดไว้ก่อนล่ะครับ เพราะผมถือคติว่า

"ถ้าจะรักใครซักคนได้ ต้องปกป้องเขาได้ ต้องอ่อนโยนกับเขา
และที่สำคัญ ต้องมีเงินเยอะพอที่จะรับผิดชอบเขาได้ทั้งชีวิต"

บทเรียนนี้น่ะ ผมได้เรียนรู้จากผู้คนรอบข้างจนซึ้งขึ้นใจเลยล่ะครับ...
จริงๆนะ

HOW MANY GF/BF

กล้าพูดเต็มปากเต็มคำครับว่า "ไม่มีแม้แต่คนเดียว" orz <---พูดเองก็สลดเอง

NOW

ถ้าหากจะถามว่ามีรึเปล่า ตอนนี้ก็คงยังเรียกว่ารักไม่ได้หรอกครับ
มันเข้าข่ายว่าจะเป็นรักข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่งมากกว่า
ถามว่าหวังให้เขามาชอบเราตอบรึเปล่า ตอบตรงๆนะว่าในใจลึกๆมันก็หวังน่ะแหละ

แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะลงเอยยังไง

ผมก็จะขอทำเพื่อให้คนสำคัญของผมในตอนนี้มีความสุขที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ล่ะ

DATE

ใกล้เคียงสุดก็มีแค่ไปดูหนังด้วยกันอะไรแบบนั้นล่ะครับ
(แต่ก็ยังเรียกว่าเดทได้ไม่เต็มปากเต็มคำล่ะมั้งนะ)

YOUR STYLE

สไตล์ของผม ออกจะแข็งๆเซ่อๆ จนบางทีผมเองก็รู้สึกรำคาญตัวเองเหมือนกันนะ
แต่ก็เคยมีคนบอกว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างโรแมนติคซึ่งอันนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเท่าไหร่นะครับ

แต่ถ้าใครว่าผมน้ำเน่า เออสิ ก็คงจะน้ำเน่าแหละ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่โกหกใครล่ะ

(ต่อให้แหลก็ไม่เนียน ไม่เชื่อถามเพื่อนได้)

ที่แน่ๆ ผมเป็นพวกที่ถ้ารักใครสักคนแล้วจะไม่เหลียวแถมไม่เผื่อใจให้คนอื่นซะด้วยสิ...
(ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้อดีรึข้อเสีย)
แต่ผมก็จะมีการเปิดช่องว่างให้มีเวลาส่วนตัวของกันและกันบ้างล่ะนะ
จะติดกันแจเป็น"Bacouple"แบบนั้นก็เกินไปหน่อย

*Bacouple เป็นคำสมาสของคำว่า"Baka"กับ"Couple" มีนัยแปลได้ว่า"คู่รักบ้าๆ"

"มั่นคง อบอุ่น เข้าใจซึ่งกันและกัน" นั่นแหละความรักในอุดมคติของผม

แต่ข้อเสียก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ
ตรงที่ว่าผมออกจะเป็น"ผู้ชายใจน้อย"ไปนิดนึง...[lll_ _]

(ปัจจุบันพยายามรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาด ใครรักษาได้กรุณาติดต่อด่วน)(ฮา)

LOVE MEANS

ความรักน่ะ จะไปหานิยามของมันก็เหนื่อยเปล่าครับ
ความรู้สึกนี้ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นนิยามได้หรอกครับ
เพราะถ้าความรักมีรูปแบบ มีสูตรสำเร็จ มีสมการ
ผมไม่เรียกของแบบนั้นว่าความรักหรอกครับ

มันเป็น"ความลวง"ชัดๆ

เอาล่ะ สำหรับของผมก็จบลงเท่านี้ล่ะ
ต่อไปก็เข้าสู่ช่วง"ประกาศผู้โชคดี"ล่ะนะครับ [+=A=]

[Ririn]

มาเถิดน้องสาวสุดที่รัก มาเป็นเหยื่อพี่ชายใจร้ายคนนี้ซะดีๆ(ฮา)

ส่วนคนอื่น ถ้าอยากจะทำบ้างก็ตามศรัทธาเลยนะครับ
แต่ถ้าทำแล้วบอกด้วยเน้อ ผมจะได้ตามไปจิก เอ้ย! ตามไปดู(ฮา)

ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับ [^_^]\=/

/me เตรียมตัววิ่งเข้าหากองงานของวันพรุ่งนี้ต่อไป

Robot[master]


edit @ 2007/06/07 22:47:20

2007/Jan/15

ช่วงบ่ายแก่ๆวันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังทำความคุ้นเคยกับงานใหม่....
เจ้าเอลก็มาทักผ่านMSNแล้วโยนบล็อกตัวเองให้ก่อนจะจรลีหนีไป...
ตอนแรกก็สงสัยว่าลมอะไรมันพัดมา...ปรากฏว่าคำตอบอยู่ท้ายบล็อก...
"โดนจนได้สินะชั้น"ผมรำพึง...ลมสลาตันพัดมาชัดๆ
...ฝากไว้ก่อนเถอะเอลเอ๊ย...D_[=A=*]<---กำลังกำหมัดนะครับ

เอาล่ะ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเวล่ำ เรามาทำการ"แฉ"กันเลยดีกว่า

/me เอาน้ำมันก๊าดราดยางรถยนต์แล้วถือไฟแช็คเตรียมเผาตัวเอง

ผมเป็นซิสค่อนครับ...อ้าว รู้กันทั่วแล้วหรอกเรอะนี่? : P
ถ้ายังงั้นเอาเป็นเรื่องนี้ก่อนละกัน

1.การแสดงประกอบเพลงสุดฮาตอนอนุบาล1

เรื่องมันมีอยู่ว่า การแสดงนี้เป็นเพลงนกกับต้นไม้
เด็กผู้ชายจะเป็นต้นไม้ ส่วนเด็กผู้หญิงจะเป็นนก
แน่นอนครับ ผมเองก็เป็นต้นไม้
แล้วตามบทก็คือ...นกจะต้องบินมาเกาะต้นไม้...
ตอนซ้อมน่ะเรอะก็ยังเกาะกันดีอยู่หรอก
แต่พอถึงเวลาแสดงจริง...นกที่น่าจะมาเกาะต้นไม้(ซึ่งก็คือตัวผม)
ดั๊นจรลีหนีไปเกาะต้นไม้ต้นอื่นกันหมด...
เมื่อเป็นต้นไม้ที่ไร้นกเกาะ...ด้วยความที่เป็นเด็กครับ...

"ทำไมไม่มีนกมาเกาะต้นนี้บ้างเลย!!"

พอตะโกนไปแบบนั้นปั๊บ มีนกมาเกาะ2-3ตัว...
ตามด้วยเสียงหัวเราะของคนดูและผู้ปกครองทั้งห้องประชุม...

.......พอมาลองคิดดูอีกที...แววมันออกตั้งแต่ตอนนี้เลยสินะชั้น...
รู้งี้ให้ใครเอาหมอนอุดหน้าหรือเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เนิ่นๆซะก็ดี(ฮา)
อับอายขายหน้าประชาชีที่สุด...แหม่ ทำไปได้...

2.แท้จริงแล้วผมเป็นไซบอร์ก!?

เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อวันเสาร์นี้เองครับกับงานTGS2007

ที่ศูนย์สิริกิติ์ จะมีเครื่องตรวจจับโลหะอยู่ข้างหน้าทางเข้าใช่มั้ยครับ
แล้วทีนี้ผมก็เอากระเป๋าเข้าเครื่องตรวจเช็ค...แล้วพอจะเดินผ่าน...

"ตื๊ด!!"
"ผู้ชายเสื้อขาวตรงนั้นน่ะหยุดก่อนครับ!"
.....ในใจก็คิด...กระเป๋าตูโดนเรอะ หรือว่าจะโดนจับข้อหามีระเบิดฟระเนี่ย!?
"ลองสำรวจที่ตัวดูทั่วๆครับว่ามีมือถือรึอะไรรึเปล่า แล้วลองเข้าไปอีกที"

.....อ้อ...ไอ้นี่เองสินะต้นตอที่ทำให้ตูกลายเป็นผู้ต้องสงสัย...
ทีนี้ผมก็ถอดมือถือที่เอวใส่ตะกร้าไว้ แล้วเดินเข้าไปอีกครั้งอย่างสง่าผ่าเผย!!

"ตื๊ด!!"
....................หรือว่า

"ชั้นจะโดนดัดแปลงเป็นไซบอร์กตอนที่นอนหลับอยู่!?"([O[]O])


แล้วระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น มือของผมก็ไปสัมผัสกับบางสิ่งเข้า...
"กล่องเหล็กใส่การ์ด"ที่เก็บติดตัวไว้นี่เอง...
แล้วพอเอากล่องนั้นวางลงในตะกร้า...ผมก็เดินผ่านได้อย่างสะดวกโยธิน
แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดีว่า
"ถ้าคราวนี้เดินแล้วไม่ผ่านอีก...จะต้องถอดส่วนไหนทิ้งลงตะกร้าล่ะเนี่ย?"[lll=A=]

3....กินผิด...คิดจนหัวหมุน...

เรื่องคราวนี้เกิดขึ้นตอนที่ไปทำงานๆหนึ่งที่โรงแรมอมารีบูเลอร์วาร์ด...
เป็นช่วงพักเบรคทานอาหารค่ำ ด้วยความที่ว่าหิวครับ...ตักแทบทุกอย่างที่ขวางหน้า
แล้วพอของคาวหมด ก็ถึงคราวของหวาน...
เห็นช็อคโกแลตอยู่ตรงหน้าครับ...ตักโดยไม่รีรอ...โดยที่ไอ้คนตักน่ะไม่ได้รู้เรื่องเล้ยว่า...

"ช็อคโกแลตที่เอ็งตักไปกินน่ะ...มันผสมไวน์!!"

ใช่แล้วครับ ผลลัพธ์ออกมาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอก...เดินเซแซ่ดๆๆๆขึ้นBTS...
เพราะว่าชีวิตนี้แทบไม่เคยแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากว่าไม่ชอบของพวกนี้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
(แถมยังแพ้ควันบุหรี่อีกตะหาก เกลียดเลยล่ะครับ[lll=A=])

แต่ก็น่าแปลก...แล้วทำไมทีลองซดสาเกล่ะไม่มึนไม่เมา?
(แต่ก็ไม่นิยมอยู่ดีล่ะเน้อ)
จนกระทั่งมีคนด่าผมมา...

"......ไอ้กระแดะเอ๊ย ทีของญี่ปุ่นล่ะไม่เมา"(ฮา)

4.ความฝังใจอันเลวร้ายสมัยเด็กๆ

เนื่องจากว่าบ้านของผมนั้น ประชากรรุ่นลูกรุ่นหลานของบ้านนี้
มีผมคนเดียวที่เป็น"ผู้ชาย"
นี่ล่ะครับจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ยังตามหลอกหลอนผมจนถึงบัดนี้...

พวกเหล่าพี่สาวทั้งหลายไม่รู้คิดอะไรอยู่ จับผมแต่งหน้าทาปาก...จับใส่วิกใส่กระโปรง...
แถมยังส่งตุ๊กตาให้อุ้มอีกตะหาก...
"แบบนั้นแหละ หล่อ เท่ห์ เหมือนสกอร์เปี้ยน มิโร่เลย!"

...............................................
...............................................
...............................................

ตอแหลที่สุด!!

แล้วไอ้เราตอนเด็กก็ดั๊นโง่แกมเซ่อหลงเชื่อซะอีก!!

ถ้าทุกอย่างมันจบลงแค่นั้นก็คงจะดีอยู่หรอกครับ

แต่ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือ!
"ดันถ่ายรูปเก็บเอาไว้ด้วย"นี่สิปัญหาใหญ่!!

และจนกระทั่งบัดนี้..."ภาพถ่ายภาพนั้น"ก็ยังคงอยู่
เพื่อมาหลอกมาหลอนให้รำลึกถึงความอัปยศที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่ง...

แล้วพอคิดว่าจะเอามันไปเผา แม่ก็บอกกับผมว่า...
"อย่าเลยลูก น่ารักดี"

......................................................แบบนั้นน่ะมันดีแล้วแน่เรอะ..เฮ้?[lll_ _]

แน่นอน จนบัดนี้"ภาพนั้น"ก็ยังอยู่(มี2รูปอีกตะหาก คงทนสมเป็นโกดักรอยัล)

จะรู้สึกขอบคุณเหตุการณ์อัปยศนี้ดีรึเปล่าก็มิทราบได้...
เพราะว่าเหตุการณ์คราวนี้
ทำให้ข้าพเจ้าเกลียด"การแต่งหน้า"และ"กะเทย"ไปพร้อมๆกัน

...เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต1เรื่องก็แล้วกัน...
(แน่นอนว่าเราไม่เอารูปลงแน่นอน...เพราะมัน"อุบาทว์"อย่าบอกใครเชียว...)

5.ไม่น่าภูมิใจเสนอ แต่เชื่อเถอะ ผมอกหักไป4ครั้ง กับพลัดพรากอีก1ครั้ง

หัวข้อสุดท้ายนี้ไม่มีอะไรจะเอามาใช้บรรยายนะครับ
เพราะต่อให้อยากรู้ กระผมก็ไม่บอก ความลับทางราชการครับ : P

ท่าทางชาตินี้จะไร้วาสนาที่จะมีคู่เหมือนคนอื่นเขาจริงๆซะละมั้งเนี่ยชั้น...

เอาล่ะ การนั่งยางก็จบเพียงเท่านี้นะครับ เพราะตอนนี้ผมก็เป็นธุลีไปแล้ว

ส่วนใครที่อ่านแล้วอยากจะรับ"ยาง+น้ำมันก๊าด+ไฟแช็ค"ต่อจากผมก็เต็มที่เลยนะครับ
ถือว่าเป็น"แท็กการกุศลไป"ก็แล้วกัน(ฮา)

ไว้พบกันโอกาสหน้าครับ
Robot[master]


edit @ 2007/01/15 01:23:46
edit @ 2007/01/15 01:26:37