2007/Jun/07

ก็นะครับ สาเหตุที่มาอัพบล็อกทั้งๆที่ยุ่งจนหัวหมุนเป็นระวิงก็เพราะว่า
มีแมวดำหนึ่งตัวทักมาตอนกำลังนั่งพัก แล้วก็โยนแท็กนี้ใส่โครมเบ้อเร่อ...
เราก็ได้แต่ตะโกนออกมาหนึ่งคำ "แมวด๊า--------------ม!!"
.........ฝากไว้ก่อนเถอะ ชิ [*=A=]_D<---กำลังกำหมัดนะครับ
ว่าแล้ว เราก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

FIRST LOVE

อืมม์ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนอนุบาล2ครับ(เฮ้ย!แก่แดดแสรด!)
ความรู้สึกก็คงเหมือน Puppy Love นั่นแหละ หลงแบบเด็กๆ หลงแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
แล้วก็ดั๊นหลงไปจนถึงป.6โน่น ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
(อ้วน หลงตัวเอง หน้าบางกับผู้หญิง)และรวมไปถึงมีคู่แข่งที่พ่อแม่คอยช่วยเชียร์พร้อม...
(จะเรียกว่า"สงครามเย็นของลูกครู"ก็คงจะได้ล่ะมั้งเนี่ย)(ฮา)
ผมก็เลยทำได้แค่ เขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้(ตอนนี้จำเนื้อความไม่ได้แล้ว) แล้วก็แยกย้ายจากกันไป
ตอนม.ต้นเคยเห็นหน้าบ้างตอนขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน แต่ตอนนี้อาจจะมีครอบครัวไปแล้วก็ได้มั้ง(ฮา)
ช่างมันเถอะ นั่นมันก็แค่"หลง"

ในเวลาต่อมา ตอนม.2
(ขอฟาวล์หน่อยละกัน เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่เห็นภาพของ"ความรัก"ที่สุดในชีวิตเลยล่ะ)
ในระหว่างที่ผมเดินไปซื้อของเป็นเพื่อนพี่สาวที่ดิโอลด์สยาม พี่สาวก็แวะร้านกิฟต์ช็อพที่ชื่อร้านน่ากิน...
"หวานจัง"
พริบตาแรกรู้สึกคิดผิดมหันต์ที่เดินเข้าไปในร้านตามพี่สาว เพราะชุดที่ใส่นั้นเป็นเครื่องแบบเด็กสวน...
ดังนั้น สมการจึงเป็น
"เด็กสวน+กิฟต์ช็อพ=เกย์"
ทำเอาผมต้องกุมหน้าไปพักใหญ่...แต่เมื่อมองไปที่เคาท์เตอร์ ผมก็เจอเด็กผู้หญิงคนนึง
อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน...ผมยิ้มให้เธอแบบเขินๆ เธอก็ยิ้มน้อยๆตอบ
เป็นความรู้สึกเพียงชั่วขณะ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันช่างอบอุ่นเสียเหลือเกินสำหรับคนที่ต้องเดินเพียงลำพัง

(เพราะเด็กสวนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ถ้าขืนควงคู่กันก็บรรลัยสิครับ)

แล้วตั้งแต่นั้นมา หลังจากโรงเรียนเลิก ผมก็จะเดินผ่านร้านนั้นประจำ คุยด้วยกัน
หัวเราะด้วยกัน ถึงไม่ได้คุยกันก็ยิ้มให้กัน
และเธอคนนั้น เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดอกกุหลาบดอกแรกในชีวิตของผม...(ถึงจะเป็นกุหลาบปลอมก็เถอะ)
แถมยังเป็นผู้หญิงคนแรกที่รู้"ชื่อเล่นจริงๆ"ของผมด้วย

(ป.ล.สำหรับผม ผู้ชายที่รู้ชื่อเล่นจริงนับเป็นเพื่อนตาย ผู้หญิงที่รู้ชื่อเล่นนับเป็นสุดที่รักครับ ฟังดูแปลกๆเนอะ)

แต่ตอน ม.3

...อยู่มาวันนึง เธอคนนั้นก็หายไป...

ใช่ หายไปโดยที่ตัวผมในตอนนั้นซึ่งไร้ความสามารถที่จะตามหาเธอ

ไม่สามารถสะกดรอยตามได้เลย... ผมรู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมันทลายลง
โดยที่ผมไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่น้อย...

จนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อผมมีโอกาสเดินผ่านร้าน"หวานจัง" ผมก็อดที่จะมองเข้าไปในร้านไม่ได้...
ทั้งๆที่รู้ดีว่า...ชั่วชีวิตนี้คงจะไม่ได้พบเธออีกแล้ว...เป็น1ในเรื่องที่ผมรู้สึกเจ็บใจที่สุดในชีวิตจวบจนบัดนี้...

BROKEN HEART

ร้อยทั้งร้อย ถ้าไม่มีก็แปลกล่ะครับ ในแท็กก่อนหน้านี้ก็บอกแล้วนี่ว่า "หักกระจาย" (ฮา)
แต่เอาเป็นว่า ผมจะเอาครั้งที่พลิกฟ้าเป็นเหวมาเล่าละกัน(เพราะอย่างน้อยข้างบนก็สองเรื่องแล้วน่ะนะ)

เรื่องนี้เกิดขึ้นราวๆ...น่าจะสองปีได้แล้วล่ะมั้งนี่
ตอนนั้นได้เพื่อนมาคนนึงใน MSN (ขอเรียกว่า จ.ชาย ละกันนะครับ)
แล้วตาจ.ชายก็พา"จ.หญิง"เข้ามาแชทด้วย
แล้วจ.หญิงดันมาปรึกษากับผมว่าชอบ"จ.ชาย"อยู่...ผมก็เลยริจะเป็นพ่อสื่อ
ไปๆมาๆกลายเป็นว่าไอ้พ่อสื่อพ่อชักตัวดีเจือกตกหลุมจ.หญิงซะเอง...

ก็ซวยสิครับงานนี้...orz

แล้วสุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่า จ.ชายไม่ได้สนจ.หญิง จ.หญิงก็ไม่ได้ชอบผม
ผมชอบจ.หญิงแต่ไม่ได้สนจ.ชาย(ก็เออสิฟะ!!)
มันก็เลยกลายเป็นวันเวย์อุบาทว์ไปโดยปริยาย(ถ้าเป็นวงจรก็คงบรรลัยล่ะครับท่านผู้ชม)

สุดท้าย ด้วยความที่ฝ่ายจ.หญิงพูดว่า"ยังไงเรื่องที่จะชอบผมก็ไม่มีทางเป็นไปได้"ออกมา
ผมก็ตัดสินใจถอนตัวจากวันเวย์อุบาทว์ที่ตัวเองเป็นคนก่อโดยปริยาย...

สมน้ำหน้ากะลาตาเดียว...orz

ผลลัพธ์ในตอนนั้นก็คือ"อิ่มทิพย์+โหมออกกำลัง"
(อิ่มทิพย์ คือ สภาวะที่ตรอมใจจนรู้สึกไม่อยากกินหรือกินอะไรไม่ลง)

สิ่งที่ได้มาก็คือ น้ำหนักจากเดิมประมาณ91กิโล ลดจนเหลือ73กิโล(ในตอนนั้น)
ส่งผลให้รูปร่างผมกลายเป็น"ผู้ชายทรงนาฬิกาทราย"ไปซะงั้น
แถมกางเกงนี่หลวมเพลกหมดทุกตัว...[lll=A=]

ขอบอกว่าเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลอย่างรุนแรงครับ....ถ้าคุณไม่ไปเฝ้ายมบาลซะก่อนน่ะนะ(ฮา)

HEART BREAKER

จำได้ว่าไม่เคยมีครับ ยกเว้นตอนไล่ถีบตุ๊ดห้องเดียวกันตอน ม.ปลาย(ฮา)

IF YOU LOVE SOMEONE

ถ้าหากว่าผมรักใครสักคน ความรักมันต้องเริ่มจากเราสามารถรับทุกสิ่งที่เป็นตัวเขาได้อยู่แล้วล่ะ
แล้วเราก็จะพยายามแก้ไขส่วนเสียที่เรารู้หรือไม่ก็ที่เขาบอกมา
แล้วพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น อย่างน้อยก็ให้เขาได้ภูมิใจว่า

"เขาเลือกคนไม่ผิด"

และสิ่งที่ผมตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำเพื่อคนที่ผมรักไปชั่วชีวิตคือ

"ทำให้เขามีความสุข"

ถึงแม้ว่าความสุขของเขา จะแลกด้วยความเจ็บปวดหรือชีวิตของผมก็ตามที...

ฟังดูน้ำเน่านะ แต่ขอโทษนะ ธาตุแท้ของผมก็เป็นคนน้ำเน่าแต่จริงใจแบบนี้แหละ(ฮา)

บางคนอาจจะอ่านแล้วคิดว่า"ไม่รักตัวเองแล้วจะไปรักใครได้"

ไม่ใช่ว่าผมไม่รักตัวเองนะครับ ผมแค่รักเขามากกว่าตัวเองก็แค่นั้นแหละ

แต่เรื่องแต่งงานนี่ ต้องยกยอดไว้ก่อนล่ะครับ เพราะผมถือคติว่า

"ถ้าจะรักใครซักคนได้ ต้องปกป้องเขาได้ ต้องอ่อนโยนกับเขา
และที่สำคัญ ต้องมีเงินเยอะพอที่จะรับผิดชอบเขาได้ทั้งชีวิต"

บทเรียนนี้น่ะ ผมได้เรียนรู้จากผู้คนรอบข้างจนซึ้งขึ้นใจเลยล่ะครับ...
จริงๆนะ

HOW MANY GF/BF

กล้าพูดเต็มปากเต็มคำครับว่า "ไม่มีแม้แต่คนเดียว" orz <---พูดเองก็สลดเอง

NOW

ถ้าหากจะถามว่ามีรึเปล่า ตอนนี้ก็คงยังเรียกว่ารักไม่ได้หรอกครับ
มันเข้าข่ายว่าจะเป็นรักข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่งมากกว่า
ถามว่าหวังให้เขามาชอบเราตอบรึเปล่า ตอบตรงๆนะว่าในใจลึกๆมันก็หวังน่ะแหละ

แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะลงเอยยังไง

ผมก็จะขอทำเพื่อให้คนสำคัญของผมในตอนนี้มีความสุขที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ล่ะ

DATE

ใกล้เคียงสุดก็มีแค่ไปดูหนังด้วยกันอะไรแบบนั้นล่ะครับ
(แต่ก็ยังเรียกว่าเดทได้ไม่เต็มปากเต็มคำล่ะมั้งนะ)

YOUR STYLE

สไตล์ของผม ออกจะแข็งๆเซ่อๆ จนบางทีผมเองก็รู้สึกรำคาญตัวเองเหมือนกันนะ
แต่ก็เคยมีคนบอกว่าผมเป็นคนที่ค่อนข้างโรแมนติคซึ่งอันนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเท่าไหร่นะครับ

แต่ถ้าใครว่าผมน้ำเน่า เออสิ ก็คงจะน้ำเน่าแหละ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่โกหกใครล่ะ

(ต่อให้แหลก็ไม่เนียน ไม่เชื่อถามเพื่อนได้)

ที่แน่ๆ ผมเป็นพวกที่ถ้ารักใครสักคนแล้วจะไม่เหลียวแถมไม่เผื่อใจให้คนอื่นซะด้วยสิ...
(ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้อดีรึข้อเสีย)
แต่ผมก็จะมีการเปิดช่องว่างให้มีเวลาส่วนตัวของกันและกันบ้างล่ะนะ
จะติดกันแจเป็น"Bacouple"แบบนั้นก็เกินไปหน่อย

*Bacouple เป็นคำสมาสของคำว่า"Baka"กับ"Couple" มีนัยแปลได้ว่า"คู่รักบ้าๆ"

"มั่นคง อบอุ่น เข้าใจซึ่งกันและกัน" นั่นแหละความรักในอุดมคติของผม

แต่ข้อเสียก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ
ตรงที่ว่าผมออกจะเป็น"ผู้ชายใจน้อย"ไปนิดนึง...[lll_ _]

(ปัจจุบันพยายามรักษาแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาด ใครรักษาได้กรุณาติดต่อด่วน)(ฮา)

LOVE MEANS

ความรักน่ะ จะไปหานิยามของมันก็เหนื่อยเปล่าครับ
ความรู้สึกนี้ไม่อาจจะอธิบายออกมาเป็นนิยามได้หรอกครับ
เพราะถ้าความรักมีรูปแบบ มีสูตรสำเร็จ มีสมการ
ผมไม่เรียกของแบบนั้นว่าความรักหรอกครับ

มันเป็น"ความลวง"ชัดๆ

เอาล่ะ สำหรับของผมก็จบลงเท่านี้ล่ะ
ต่อไปก็เข้าสู่ช่วง"ประกาศผู้โชคดี"ล่ะนะครับ [+=A=]

[Ririn]

มาเถิดน้องสาวสุดที่รัก มาเป็นเหยื่อพี่ชายใจร้ายคนนี้ซะดีๆ(ฮา)

ส่วนคนอื่น ถ้าอยากจะทำบ้างก็ตามศรัทธาเลยนะครับ
แต่ถ้าทำแล้วบอกด้วยเน้อ ผมจะได้ตามไปจิก เอ้ย! ตามไปดู(ฮา)

ไว้เจอกันโอกาสหน้าครับ [^_^]\=/

/me เตรียมตัววิ่งเข้าหากองงานของวันพรุ่งนี้ต่อไป

Robot[master]


edit @ 2007/06/07 22:47:20

2007/Jan/15

ช่วงบ่ายแก่ๆวันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังทำความคุ้นเคยกับงานใหม่....
เจ้าเอลก็มาทักผ่านMSNแล้วโยนบล็อกตัวเองให้ก่อนจะจรลีหนีไป...
ตอนแรกก็สงสัยว่าลมอะไรมันพัดมา...ปรากฏว่าคำตอบอยู่ท้ายบล็อก...
"โดนจนได้สินะชั้น"ผมรำพึง...ลมสลาตันพัดมาชัดๆ
...ฝากไว้ก่อนเถอะเอลเอ๊ย...D_[=A=*]<---กำลังกำหมัดนะครับ

เอาล่ะ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเวล่ำ เรามาทำการ"แฉ"กันเลยดีกว่า

/me เอาน้ำมันก๊าดราดยางรถยนต์แล้วถือไฟแช็คเตรียมเผาตัวเอง

ผมเป็นซิสค่อนครับ...อ้าว รู้กันทั่วแล้วหรอกเรอะนี่? : P
ถ้ายังงั้นเอาเป็นเรื่องนี้ก่อนละกัน

1.การแสดงประกอบเพลงสุดฮาตอนอนุบาล1

เรื่องมันมีอยู่ว่า การแสดงนี้เป็นเพลงนกกับต้นไม้
เด็กผู้ชายจะเป็นต้นไม้ ส่วนเด็กผู้หญิงจะเป็นนก
แน่นอนครับ ผมเองก็เป็นต้นไม้
แล้วตามบทก็คือ...นกจะต้องบินมาเกาะต้นไม้...
ตอนซ้อมน่ะเรอะก็ยังเกาะกันดีอยู่หรอก
แต่พอถึงเวลาแสดงจริง...นกที่น่าจะมาเกาะต้นไม้(ซึ่งก็คือตัวผม)
ดั๊นจรลีหนีไปเกาะต้นไม้ต้นอื่นกันหมด...
เมื่อเป็นต้นไม้ที่ไร้นกเกาะ...ด้วยความที่เป็นเด็กครับ...

"ทำไมไม่มีนกมาเกาะต้นนี้บ้างเลย!!"

พอตะโกนไปแบบนั้นปั๊บ มีนกมาเกาะ2-3ตัว...
ตามด้วยเสียงหัวเราะของคนดูและผู้ปกครองทั้งห้องประชุม...

.......พอมาลองคิดดูอีกที...แววมันออกตั้งแต่ตอนนี้เลยสินะชั้น...
รู้งี้ให้ใครเอาหมอนอุดหน้าหรือเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เนิ่นๆซะก็ดี(ฮา)
อับอายขายหน้าประชาชีที่สุด...แหม่ ทำไปได้...

2.แท้จริงแล้วผมเป็นไซบอร์ก!?

เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อวันเสาร์นี้เองครับกับงานTGS2007

ที่ศูนย์สิริกิติ์ จะมีเครื่องตรวจจับโลหะอยู่ข้างหน้าทางเข้าใช่มั้ยครับ
แล้วทีนี้ผมก็เอากระเป๋าเข้าเครื่องตรวจเช็ค...แล้วพอจะเดินผ่าน...

"ตื๊ด!!"
"ผู้ชายเสื้อขาวตรงนั้นน่ะหยุดก่อนครับ!"
.....ในใจก็คิด...กระเป๋าตูโดนเรอะ หรือว่าจะโดนจับข้อหามีระเบิดฟระเนี่ย!?
"ลองสำรวจที่ตัวดูทั่วๆครับว่ามีมือถือรึอะไรรึเปล่า แล้วลองเข้าไปอีกที"

.....อ้อ...ไอ้นี่เองสินะต้นตอที่ทำให้ตูกลายเป็นผู้ต้องสงสัย...
ทีนี้ผมก็ถอดมือถือที่เอวใส่ตะกร้าไว้ แล้วเดินเข้าไปอีกครั้งอย่างสง่าผ่าเผย!!

"ตื๊ด!!"
....................หรือว่า

"ชั้นจะโดนดัดแปลงเป็นไซบอร์กตอนที่นอนหลับอยู่!?"([O[]O])


แล้วระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้น มือของผมก็ไปสัมผัสกับบางสิ่งเข้า...
"กล่องเหล็กใส่การ์ด"ที่เก็บติดตัวไว้นี่เอง...
แล้วพอเอากล่องนั้นวางลงในตะกร้า...ผมก็เดินผ่านได้อย่างสะดวกโยธิน
แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่ดีว่า
"ถ้าคราวนี้เดินแล้วไม่ผ่านอีก...จะต้องถอดส่วนไหนทิ้งลงตะกร้าล่ะเนี่ย?"[lll=A=]

3....กินผิด...คิดจนหัวหมุน...

เรื่องคราวนี้เกิดขึ้นตอนที่ไปทำงานๆหนึ่งที่โรงแรมอมารีบูเลอร์วาร์ด...
เป็นช่วงพักเบรคทานอาหารค่ำ ด้วยความที่ว่าหิวครับ...ตักแทบทุกอย่างที่ขวางหน้า
แล้วพอของคาวหมด ก็ถึงคราวของหวาน...
เห็นช็อคโกแลตอยู่ตรงหน้าครับ...ตักโดยไม่รีรอ...โดยที่ไอ้คนตักน่ะไม่ได้รู้เรื่องเล้ยว่า...

"ช็อคโกแลตที่เอ็งตักไปกินน่ะ...มันผสมไวน์!!"

ใช่แล้วครับ ผลลัพธ์ออกมาเป็นยังไงคงไม่ต้องบอก...เดินเซแซ่ดๆๆๆขึ้นBTS...
เพราะว่าชีวิตนี้แทบไม่เคยแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เนื่องจากว่าไม่ชอบของพวกนี้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
(แถมยังแพ้ควันบุหรี่อีกตะหาก เกลียดเลยล่ะครับ[lll=A=])

แต่ก็น่าแปลก...แล้วทำไมทีลองซดสาเกล่ะไม่มึนไม่เมา?
(แต่ก็ไม่นิยมอยู่ดีล่ะเน้อ)
จนกระทั่งมีคนด่าผมมา...

"......ไอ้กระแดะเอ๊ย ทีของญี่ปุ่นล่ะไม่เมา"(ฮา)

4.ความฝังใจอันเลวร้ายสมัยเด็กๆ

เนื่องจากว่าบ้านของผมนั้น ประชากรรุ่นลูกรุ่นหลานของบ้านนี้
มีผมคนเดียวที่เป็น"ผู้ชาย"
นี่ล่ะครับจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ยังตามหลอกหลอนผมจนถึงบัดนี้...

พวกเหล่าพี่สาวทั้งหลายไม่รู้คิดอะไรอยู่ จับผมแต่งหน้าทาปาก...จับใส่วิกใส่กระโปรง...
แถมยังส่งตุ๊กตาให้อุ้มอีกตะหาก...
"แบบนั้นแหละ หล่อ เท่ห์ เหมือนสกอร์เปี้ยน มิโร่เลย!"

...............................................
...............................................
...............................................

ตอแหลที่สุด!!

แล้วไอ้เราตอนเด็กก็ดั๊นโง่แกมเซ่อหลงเชื่อซะอีก!!

ถ้าทุกอย่างมันจบลงแค่นั้นก็คงจะดีอยู่หรอกครับ

แต่ที่เป็นปัญหายิ่งกว่าก็คือ!
"ดันถ่ายรูปเก็บเอาไว้ด้วย"นี่สิปัญหาใหญ่!!

และจนกระทั่งบัดนี้..."ภาพถ่ายภาพนั้น"ก็ยังคงอยู่
เพื่อมาหลอกมาหลอนให้รำลึกถึงความอัปยศที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่ง...

แล้วพอคิดว่าจะเอามันไปเผา แม่ก็บอกกับผมว่า...
"อย่าเลยลูก น่ารักดี"

......................................................แบบนั้นน่ะมันดีแล้วแน่เรอะ..เฮ้?[lll_ _]

แน่นอน จนบัดนี้"ภาพนั้น"ก็ยังอยู่(มี2รูปอีกตะหาก คงทนสมเป็นโกดักรอยัล)

จะรู้สึกขอบคุณเหตุการณ์อัปยศนี้ดีรึเปล่าก็มิทราบได้...
เพราะว่าเหตุการณ์คราวนี้
ทำให้ข้าพเจ้าเกลียด"การแต่งหน้า"และ"กะเทย"ไปพร้อมๆกัน

...เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชที่สุดในชีวิต1เรื่องก็แล้วกัน...
(แน่นอนว่าเราไม่เอารูปลงแน่นอน...เพราะมัน"อุบาทว์"อย่าบอกใครเชียว...)

5.ไม่น่าภูมิใจเสนอ แต่เชื่อเถอะ ผมอกหักไป4ครั้ง กับพลัดพรากอีก1ครั้ง

หัวข้อสุดท้ายนี้ไม่มีอะไรจะเอามาใช้บรรยายนะครับ
เพราะต่อให้อยากรู้ กระผมก็ไม่บอก ความลับทางราชการครับ : P

ท่าทางชาตินี้จะไร้วาสนาที่จะมีคู่เหมือนคนอื่นเขาจริงๆซะละมั้งเนี่ยชั้น...

เอาล่ะ การนั่งยางก็จบเพียงเท่านี้นะครับ เพราะตอนนี้ผมก็เป็นธุลีไปแล้ว

ส่วนใครที่อ่านแล้วอยากจะรับ"ยาง+น้ำมันก๊าด+ไฟแช็ค"ต่อจากผมก็เต็มที่เลยนะครับ
ถือว่าเป็น"แท็กการกุศลไป"ก็แล้วกัน(ฮา)

ไว้พบกันโอกาสหน้าครับ
Robot[master]


edit @ 2007/01/15 01:23:46
edit @ 2007/01/15 01:26:37

2006/Aug/07

ปีนี้ก็เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมาครับ...งานแข่งขันเกมที่มีปีละครั้ง

World Cyber Games 2006...

ในงานนี้ ปีนี้เป็นปีที่ต้องเตรียมตัวอย่างกระชั้นชิดที่สุดตั้งแต่ผมร่วมงานนี้มา...

เริ่มจาก การเตรียมเครื่องที่จะใช้ในงานแข่ง...
หลังจากที่รอโหลดไฟล์จนเสร็จเรียบร้อย
(ขนาดราวๆ4กิ๊ก...มาเสร็จเอาตอนตีหนึ่งเกือบจะตีสอง)

เราก็ต้องทำการลงข้อมูลแล้วก็อปปี้เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน...
ฮาร์ดดิสก์ที่พวกผมต้องนั่งก็อปปี้...ไม่เยอะครับ...75ลูกเอง...

ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในงานนี้เป็นSATAII สะดวกดีครับในการถอดเปลี่ยน...
แต่ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่ว่า...
หลังจากที่ทำการก็อปปี้ข้อมูลเสร็จแล้ว...ผมเอื้อมมือไปถอดฮาร์ดดิสก์เพื่อจะเปลี่ยนลูก ทว่า...
(ฉ่------า!)
".............ร้อนว้อ-----------ย!!" ["OAo]

ความร้อนของฮาร์ดดิสก์นั้นก็พอๆกับขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ที่เพิ่งออกมาจากเตาสดๆร้อนๆล่ะครับ
แต่แน่นอน ถ้าเรามัวแต่สำออยกับความร้อนเพียงเท่านี้คงดูไม่ดีแหงๆ
แถมเวลาก็เหลืออีกไม่นานแล้วด้วย เดี๋ยวก็ไม่ทันเวลากันพอดี
ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาถอดต่อไป...

ผ่านไป4-5ลูก บอสก็บอกว่าให้ใช้วิธี
"เอาลูกใหม่ที่เพิ่งก็อปปี้เสร็จเปลี่ยนเป็นมาสเตอร์แทนตัวเก่า..."
เพราะถ้าขืนก็อปปี้ด้วยมาสเตอร์ลูกเดิมตลอด รับรองครับว่าฮาร์ดดิสก์ลูกนั้นกระจุยแน่ๆ

ก็ตกลงตามนั้นครับ เครื่องที่ใช้ก็อปปี้มี4เครื่อง
ตอนนั้นคนตรงนั้นเหลือกันอยู่สองคนก็ช่วยกันวิ่งถอดๆใส่ๆแล้วก็ก็อปปี้ แต่...
ในขณะที่ผมกำลังจะถอดฮาร์ดดิสก์ลูกที่เป็นมาสเตอร์ของเครื่องหนึ่งนั้น...
"ฮึด...อื๋อ...ออกสิ...ออกสิฟระ...ออกซิเฟร้ย!!"
เครื่องนั้นมีล็อคที่ปลายสายครับ...แล้วล็อคแน่นซะด้วย...
กว่าจะถอดมันออกมาได้...เล่นเอามือพองไปนิดๆหน่อยๆ

การก็อปปี้ใช้เวลาเฉลี่ยราวๆครึ่งชั่วโมงต่อลูก...โชคดีครับที่เรามีอยู่สี่เครื่อง...
ไม่ยังงั้นละก็...สองวันล่ะครับกว่าจะเสร็จ...

แล้วทุกอย่างก็ยังดำเนินไปเรื่อยๆ...จนผมหันไปมองนาฬิกา...
".....หกโมงเช้าอีกแล้วเรอะ..."
ฟ้าสางแล้ว...แต่จำนวนฮาร์ดดิสก์ที่เราก็อปปี้ได้เพิ่งจะเกินครึ่งทางมาไม่นานนี้เอง...

พอก็อปปี้กันไปอีกสักพัก เพื่อนอีกคนที่ผจญกรรมด้วยกันก็ขอนอนพักเพราะไม่ไหว...
(ก็เข้าใจความรู้สึกล่ะครับ...เพราะยังไม่ได้นอนกันทั้งคู่....ถ้าไม่มีขนมปังกระเทียมช่วยก็คงแย่)
เจ้าตัวบอกว่าพอชุดนี้ก็อปเสร็จแล้วช่วยปลุกด้วย...แต่ด้วยความที่ว่าไม่อยากจะปลุก
ก็เลยขึ้นไปโซโล่เดี่ยวตามระเบียบครับ...
(ที่พักอยู่ด้านล่าง จุดที่ก็อปปี้ฮาร์ดดิสก์กันอยู่ชั้นสอง)
แน่นอน มือผมก็พองแล้วพองอีก...(ฮา)
จนกระทั่ง...ผมกำลังจะเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ชุดที่สาม เจ้าตัวก็ตื่นขึ้นมาช่วยพอดี...
แล้วพอผ่านไปอีกราวๆสองชุด...ผมหันไปมองนาฬิกาอีกครั้ง...
".....จะเที่ยงแล้ววุ้ย...เอาน่ะ เหลืออีกเฮือกนึง"
แต่ตัวผมเองก็ดันเกิดอาการหน้ามืดบวกกับเจ็บหน้าอกเนื่องจากโรคประจำตัว...
ตอนนั้นเริ่มรู้ตัวว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ...ก็เลยบอกกับเพื่อนว่าขอนอนพักสักแป็บละกัน...
........................................................
........................................................
........................................................
พอรู้สึกตัวอีกที....ลืมตาตื่นขึ้นมาก็บ่ายสองหน่อยๆแล้วครับ....สิ่งแรกที่คิด...
"ชิบละ...เผลอหลับไปจนได้!!"
คิดแบบนั้นแล้วก็ลุกขึ้นมา แต่คำตอบที่ได้ก็คือ
"ไม่เป็นไรพี่บอท ผมทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
.................................กุมขมับสิครับ......
เอาอีกแล้วเรอะชั้น...ท่าดีทีเหลวประจำเล้ย พับผ่าสิ[lll-A-]

แล้วก็เลยขอตัวกลับที่พัก
(บ้านของรุ่นพี่ที่อยู่แถวๆนั้น เพราะถ้าขืนถ่อไปๆกลับๆละก็...กี่ชีวิตก็ไม่พอครับ)
ระหว่างเดินกลับ...สภาพของตัวผมในตอนนั้น...
1.วิ่งไม่ออก...ไม่สิ เดินได้ก็บุญแล้ว...
2.แดดร้อน...จนผมหมดแรง...(ผมแพ้แสงแดดครับ...)
3.ตาขวาง...อย่ามาหาเรื่องตูนะ...ไม่งั้นพ่อกระโดดกัดจริงๆด้วย...
แน่นอนครับ พอมาถึงที่พัก....สลบคาที่ไปโดยปริยาย...
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ราวๆสามทุ่มเกือบสี่ทุ่ม....
----------------แล้วในที่สุด...ก็ถึงวันเตรียมงานจริง 4 สิงหาคม...----------------
ทุกคนมารวมตัวกันที่จุดนัดพบตั้งแต่สี่ทุ่มกว่าๆของวันที่3...
เพราะว่าเซ็นทรัลเวิลด์จะเปิดให้เข้าไปเซ็ตติ้งได้ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป...
พวกเราจึงออกเดินทางตอนตีสองเป็นต้นไป เพราะไม่ว่ายังไงการเซ็ตคอมและเน็ตเวิร์ค
ก็ยังจำเป็นต้องรอให้เตรียมสถานที่ให้เรียบร้อยเสียก่อนอยู่ดี...

เวลาประมาณตีสามกว่าๆเกือบๆจะตีสี่...
ทุกคนก็เริ่มลงมือทำงานกันหลังจากที่เช็คสต็อกกันเรียบร้อยแล้ว...
หน้าที่แรกที่พวกผมเริ่มลงมือทำกันก็คือ"นั่งทำสายแลน"ครับ...
...ตอนแรกก็ใบ้ไปพักนึงล่ะครับ...ก็ไม่น่าแปลกหรอกเพราะว่าทำสายปีละครั้ง ไม่ลืมสิแปลก
แต่พอเริ่มทำไปซักพักก็เริ่มจำได้ จนคล่องในที่สุด...
แล้วผมก็ต้องไปทำหน้าที่วางสวิทช์ในบูทต่างๆ ก็เลยโยนสายส่งให้เจ้าฮิกะ
"เอ้า ฝากล็อคหัวด้วย แคลมป์ยังไงก็ติด"
................................................................................
แล้วพอกลับมา...เจ้าฮิกะก็บอกกับผมว่า
"เอ่อป๋า ไอ้สายที่ฝากแคลมป์เมื่อกี้นี้มันเสียอ้ะ..."
....ใบ้กินไปสักครู่....
"ไหน เอามาดูดิ๊?"
ตามปกติแล้ว วิธีทำสายStraightจะเรียงลำดับจากซ้ายไปขวาดังนี้ คือ
ขาวส้ม-ส้ม-ขาวเขียว-ฟ้า-ขาวฟ้า-เขียว-ขาวน้ำตาล-น้ำตาล
แต่...ภาพที่ผมเห็นคือ...
ขาวส้ม-ส้ม-ขาวเขียว-ฟ้า-เขียว-ขาวฟ้า-ขาวน้ำตาล-น้ำตาล

.................[lllO[]o]........................<-------ใบ้กินไปอีกราวๆ5วิ....
"นี่ชั้นทำอะไรลงไป!?"
ความมั่นใจพังทลายเหมือนตึกเลโก้ที่โดนทุบด้วยค้อนปอนด์...
แน่นอนครับว่าต้องตัดหัวทิ้งแล้วทำใหม่

แล้วหลังจากนั้น...ผมก็หมดความมั่นใจไปพักใหญ่ๆล่ะครับ(ฮา)

และในที่สุด...ราวๆบ่ายสองกว่าๆ...ก่อนจะเริ่มงานเพียงไม่กี่นาที
คอมพิวเตอร์ในงานก็พร้อมที่จะใช้งาน....
ถ้าไม่นับเรื่อง"สัญญาณเน็ตไม่มี"
แต่แน่นอนครับ เราก็ทำในส่วนที่เราทำได้ไปแล้ว
(ป.ล.ทุกคนอยู่ในสภาพที่อิดโรยเอาเรื่องล่ะครับ เพราะว่าวิ่งกันเต็มที่ทุกคน
ตัวผมเองก็ไมเกรนจี๊ดขึ้นหัวตลอด สันนิษฐานว่าจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่พอ...)
เราก็ได้แต่หวังล่ะครับว่าคงไม่มีอะไรบ้าๆเกิดขึ้นในงาน...
แต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย...เพราะมันก็เกิดขึ้นจนได้ล่ะครับ

ที่บูทของเกมส์FIFA06...คณะกรรมการรายงานมาว่า
เกมมีการกระชากและหลุดจากการเชื่อมต่อบ่อยมาก...
ทีมเน็ทเวิร์คกลุ่มหนึ่งรีบวิ่งไปดู...แล้วก็แก้สถานการณ์กันเฉพาะหน้า...
แล้วที่เหลือในห้องก็นั่งทำสายCross*...เพราะเราไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจากอะไร...
แล้วพอผมตัดสาย...เริ่มจะรู้ตัวว่าอาการอ่อนล้าเริ่มแสดงผลแล้ว...
เพราะตอนแรกที่ปอกสาย ผมลงแรงหนักเกินไปจนสายขาด....
พอตัดหัวสายให้เท่ากัน ผมก็ตัดไม่เท่ากัน....
พอลองเทสต์ดู..สายไม่ติดอีกตะหาก...
พอเป็นแบบนั้นผมก็เลยตัดสินใจออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกดีกว่า...
แล้วหัวหน้าก็แบ่งทีมให้ไปพักที่โรงแรมก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาที่งานอีกที...
ผมก็โดนรองหัวหน้าทีมบอก..."ไอ้บอท เอ็งไปเดี๋ยวนี้เลย..."
...ผมก็ไปล่ะครับ
เพราะผมเองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าอยู่ตรงนี้แล้วจะช่วยงานอะไรได้รึเปล่า...
-------ไปถึงโรงแรม-------
เตียงมีอยู่สองเตียง...แต่คนมีสามคน...
"ถ้ายังงั้นผมขอไปนอนในอ่างละกัน แต่มีใครจะอาบน้ำก่อนรึเปล่า ผมอาบนานนะ"
ผมพูดติดตลก...
"ตามบายเลยบอท..."
"ผมไม่อาบล่ะพี่ เดี๋ยวนอนไม่หลับ"
ตกลงตามนี้ ผมก็เลยไปแช่น้ำอุ่นหลังจากที่ไม่ได้แช่มาเป็นปี....
(ที่บ้านมีแต่สายยางน่ะ เครื่องทำน้ำอุ่นมันไปที่ชอบๆนานแล้ว...)
หลังจากที่แช่แล้วเราก็อยากจะนอนหลับคาอ่างให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่าแช่น้ำนานๆแล้วหวัดจะกิน...
พอเดินออกมา สองคน คนละเตียงไปเรียบร้อย...
(........เอาละวา จะทำยังไงดีฟระตู....
ผ้าห่มก็ไม่มีเหลือ...พรมก็ไม่มี มีแต่พื้นกระเบื้อง
แอร์ก็เย็นเหลือคณา...ถ้าลงไปนอนดื้อๆล่ะหวัดกินแน่ๆ...)
ไอ้เราก็นิสัยเสีย ไม่ชอบไปนอนเบียดกับคนอื่นซะด้วยสิ
ผมก็เลยหันไปมองรอบๆตัว...หันไปเห็นโต๊ะกระจก ด้านล่างมันโล่งพอ
(ถ้าเข้าไปนอนใต้นั้นน่าจะพอใช้หลบแอร์ได้...หมอนรองใช้กระเป๋าตัวเองแทน
ส่วนผ้าห่มก็ขอผ้าเช็ดตัวละกัน หยวนๆ)
เมื่อคิดได้ดังนั้น ด้วยความง่วง...เราก็ไม่รอช้าทำตามแผนแล้วเข้าไปคุดคู้นอนทันที...
---------------------------------------------------------------
"บอท บอทโว้ย ตื่น มานอนในนี้ทำบ้าอะไรเนี่ย!?"
พอมีคนเรียก ผมก็กลิ้งออกมาจากใต้โต๊ะแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง...
----------------------สักพักหลังจากนั้น---------------------------
"เฮ้ยบอท ไหวรึเปล่าวะเอ็ง?"
"ไหวพี่ จะไปเมื่อไหร่บอกเดี๋ยวผมจะรีบลุกเลย"
พอตื่นขึ้นมา ได้นอนไปราวๆ3ชั่วโมง....เอาน่ะ ยังดีกว่าไม่ได้นอนเลย...
แล้วพอล้างหน้าล้างตาแล้ว เราก็มุ่งหน้ากลับสู่สมรภูมิ...
---สรุป---
วันนั้น ปัญหาที่เกิดกับFIFA06 เป็นปัญหาที่ทำให้พวกเรามืดแปดด้าน
เพราะไม่ว่าจะพยายามแก้ด้วยวิธีไหนเราก็ไม่สามารถแก้ได้เลย...จนใจจริงๆ...
และปัญหาใหม่ก็ประดังเข้ามา...เมื่อเราทดลองระบบของCSก่อนจะใช้จริง....
"Steamที่โหลดมาร่วม4GBใช้งานไม่ได้..."
ต้องเหลือสตาฟกลุ่มหนึ่งอยู่ในงานเพื่อจะลงออพชั่นของCSใหม่...
แน่นอน หนึ่งในนั้นก็คือ...ตัวผมเอง...

To Be Continued....Part 2

ป.ล.ผมเป็นแค่Technicianตัวเล็กๆ(?)คนหนึ่ง
ดังนั้นอย่าโบ้ยปัญหาที่ไม่ใช่Networkใส่ผมนะครับ :P (ฮา)

Robot[master]


edit @ 2006/08/07 18:59:38